วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ระยะทางในเกม

เล่นกันมานานเคยสงสัยกันเรื่องระยะทางในเกม Point Blank บ้างไหมครับ อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงพวกเส้นทางในการวิ่งในด่านต่างๆ แต่ผมหมายถึงระยะทางความห่างที่จะส่งผลกระทบกับทุกอย่างในเกม ดังนั้นสำหรับหน้านี้ เรามาวิเคราะห์กันว่า ระยะทางความห่างต่างๆ ในเกมนี้จะมีผลอย่างไรต่อการเล่นในเกมกันบ้าง

ระยะทางในเกม

    เนื่องจากว่าในเกม PB ค่าสัดส่วนระยะทางหรือความกว้างทุกอย่างมันจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมยกตัวอย่างง่ายๆ กับรัศมีของระเบิดที่มันจะขึ้นมาให้คุณเห็น คุณจะเห็นว่ามีการบอกระยะด้วย ซึ่งระยะห่างของระเบิดที่ปามาจากที่กะระยะทางเอาไว้อาจจะไม่แน่นอน เพราะอาจมีการคลาดเคลื่อน ที่เป็นอย่างนี้เพราะคุณมองในมุมมองที่ห่างจากจอ ทำให้สัดส่วนที่คุณคาดการณ์เอาไว้ผิดจากในเกม ทีนี้เราจะวัดระยะทางกันยังไงเพื่อให้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ที่ผมคิดว่าชัวร์ที่สุดก็คือ การวัดเป็นระยะทาง หลา จะง่ายที่สุดนั่นเอง
1 หลาโดยประมาณ
    1 หลา ก็เท่ากับประมาณช่วงปลายมือไปจนถึงต้นคออีกข้างของตัวละครในเกม (ดูในภาพเทียบกันได้) นั่นก็คือประมาณ 1 หลา หมายความว่า ใน 1 ก้าว ถ้านับจากขาหลัง และถ้าคุณเดินไป 1 ก้าว เท่ากับคุณได้ระยะทางแล้ว 1 หลากว่าๆ นิดหน่อย (จากการกดปุ่ม W 1 ครั้ง) แค่นี้ก็จะสามารถได้ระยะทางหลาในเกมแล้วนะครับ (ค่านี้เกิดจากการประมาณการโดยการเทียบกับสัดส่วนคร่าวๆ ครับ)
การกะระยะทางให้เป็น จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้ผมขอยกมา 2 อย่างหลักๆ ดังนี้

ระยะทางของระเบิด
มุมองศาในการปา
    ในเกมนี้ทุกคนรู้ดีว่าระเบิดเมื่อมันร่วงถึงพื้น มันจะติดหนึบและแทบไม่มีโอกาสคลาดเคลื่อนเลย ยกเว้นปาในระยะสั้น และทีนี้ถ้าเรากะระยะทางต่างๆ โดยการเล็งมุมในการปาให้รัศมีแตกต่างกัน ระยะทางของระเบิดที่ปาออกไปก็จะต่างกันด้วย ซึ่งข้อคือ หากเราสามารถรู้มุมในการปาล่วงหน้าได้ ก็จะสามารถกำหนดจุดที่ระเบิดจะไปตกได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งผมขอยกออกมา 5 มุมโดยการทดสอบระยะทางนี้ผมใช้ด่าน อีสเทิร์น โร้ด ในการทดสอบครับ
ความแรงของปืน
    แน่นอนว่าหากมีระยะทางมาเกี่ยวข้องแล้ว แรงปืนย่อมมีผล ซึ่งจากการทดสอบจะเห็นได้ว่า ยิ่งไกลยิ่งยิงโดนเบา ผลของระยะทางนี้เฉพาะปืนกลทั่วไป และอาวุธรองเท่านั้นนะครับ สไนเปอร์ไม่เกี่ยว ดังนั้นหากรู้ความแรงของปืนและความห่างของของอีกฝ่าย ก็จะสามารถรู้ได้ว่าต้องยิงกี่นัดถึงล้มศัตรูได้
รู้ระยะก็กะจำนวนกระสุนได้
ระยะทางเหล่านี้เพื่อนๆ ไม่จำเป็นที่ต้องคำนวณให้ตรงเป๊ะซะทุกย่างก้าวครับ เพราะขืนระหว่างเล่นอยู่มัวแต่มาคำนวณมีหวังได้โดนอีกฝ่ายยิงฟรีแน่ แต่ที่นำมาเสนอนี้เพียงให้รู้ไว้ว่าระยะทางในเกมนี้จริงๆ แล้วมีผลอย่างยิ่ง ซึ่งหากรู้ไว้ก็จะช่วยเพิ่มทักษะในการเล่นได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยแน่นอนครับ

ขอบคุณบทความจากคุณ ป่านคุง ด้วยครับ

อัศวินกับขุนนาง

อัศวิน ในสังคมยุโรปพัฒนาขึ้นในช่วงสมัยกลาง ก่อนปี ค.ศ. 1200 อัศวินเป็นชนชั้นทางสังคมหนึ่งต่างหากที่อยู่เหนือชาวนา แต่ก็ยังต่ำกว่าขุนนาง แต่หลังปี ค.ศ. 1200 ช่องว่างระหว่างอัศวินกับขุนนางก็สิ้นสุดลง จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยกลาง อัศวินและขุนนางก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของชนชั้นสูงเช่นเดียวกัน

อัศวินกับขุนนาง

อัศวิน (knight หรือที่เรียกว่า milites ในภาษาละติน) ปรากฏขึ้นในปลายศตวรรษที่ 10 ในฐานะที่เป็นกลุ่มชนชั้นเฉพาะของคนติดอาวุธ ที่ขุนนางจ้างมาสำหรับป้องกันปราสาทให้กับตน อัศวินและขุนนางเป็นชนชั้นที่ยังแยกกันอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งประมาณ ค.ศ. 1200 ขุนนาง (noble หรือที่เรียกว่า nobiles ในภาษาละติน) ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผู้สั่งสมความมั่งคั่งเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น จนอาจเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจในเขตแดนของตน และอัศวินที่รับใช้ขุนนางเหล่านั้นก็มักจะยากจนและมีกำเนิดมาจากครอบครัว ชาวนาผู้ต่ำต้อย
ในเวลาต่อมา อัศวินเริ่มเข้าไปผสมกับชนชั้นสูงมากขึ้นโดยการได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากชนชั้นสูงและผ่านการแต่งงานเข้าสู่ตระกูลขุนนางเหล่านั้นด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นนี้ จึงมีการเรียกขุนนางว่าเป็น domini (เจ้า - lord) อีกทั้งมีอัศวินบางคนที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับ พวกเจ้า เช่น การสร้างป้อมค่ายต่าง ๆ รอบที่ดินของตน เป็นต้น
ศาสนจักรก็มีส่วนช่วยในการเพิ่มพูนสิทธิพิเศษให้แก่อัศวินโดยการเน้น บทบาทของนักรบในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ของชาวคริสต์ที่ได้รับมาจาก พระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกับบทบาทของพระ การตั้งอัศวิน (dubbing of a knight = การตั้งอัศวินเป็นพิธีกรรมสำคัญในการที่บุคคลจะได้รับตำแหน่งจากเจ้านาย เหนือหัวของตน ในแง่นี้หมายถึงการนำดาบแตะไหล่เพื่อสถาปนาเป็นอัศวิน) กลายเป็น“พิธีรับศีลของการเป็นอัศวิน” (sacrament of knighthood) ยิ่งกว่านั้นการทำสงครามครูเสดต่อต้านชาวมุสลิมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และชื่อ เสียงของคณะอัศวินบางกลุ่ม อย่างเช่น อัศวินฮอสพิทาลเลอร์ (Knight Hospitaler) อัศวินเทมพลา (Knight Templar) และอัศวินทิวทอนิค (Teutonic Knight) เป็นต้น ช่วยทำให้เกียรติภูมิของอัศวินในฐานะนักรบชาวคริสต์เพิ่มสูงมากขึ้น ๆ วรรณคดีหลายเล่มอย่างเช่นเรื่อง บทเพลงแห่งโรแลนด์ (Song of Roland) และเรื่องพระเจ้าอาเธอร์ (Arthurian romance) ล้วนแต่ยกย่องพฤติกรรมของอัศวินทั้งสิ้น อนึ่ง เมื่ออัศวินมีที่ดินเป็นของตนเอง ก็ยุติความแตกต่างที่แยกระหว่างขุนนางกับอัศวินลง พร้อมกันนั้นก็เกิดชนชั้นใหม่ที่ขยายขนาดขึ้นเป็นขุนนางและอัศวินผู้เป็น เจ้าของที่ดิน หลักฐานต่าง ๆ สมัยกลางใช้คำอันหลากหลายเมื่อต้องเอ่ยถึงอัศวินและขุนนาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเคยมีช่องว่างที่กั้นระหว่างอัศวินกับขุนนางอยู่ ในต้นศตวรรษที่ 12 นักเขียนแยกระหว่างอัศวินธรรมดา อัศวินที่เป็นอัศวินระดับกลาง และอัศวินที่เป็นขุนนางระดับสูง

การเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา

การได้มาเป็นอัศวิน
ในสมัยเริ่มแรกผู้เป็น milites ทุกคนได้รับการคาดหวังว่าจะรับใช้เจ้าของตนในการสู้รบ เมื่อมีการผนวกที่ดินมากขึ้น ก็มีการจัดสรรโควตา (quata = จำนวนอัศวินที่ยอมให้มีได้จากแต่ละส่วน) จำนวนอัศวินที่เข้าประจำการกับเจ้าคนให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสมนั้น หลักฐานชิ้นแรกสุดที่แสดงให้เห็นถึง การจัดสรรโควตาจำนวนเกิดขึ้นระหว่างรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ สมัญญา “ผู้พิชิต” (William I the Conqueror) ผู้โปรดให้จัดสรรโควตาทางการทหารให้ข้าราชบริพาร (แทบทั้งหมด) แต่ละคนของพระองค์มีโควตาจำนวนอัศวินสูงถึง 60 คน ตัวอย่างเช่น เจ้าอธิการวัดอะบิงดอน (Abingdon) มีโควตาอัศวินเข้าประจำการในกองทัพหลวง 30 คนและอีก 30 คนไปรักษาการณ์อยู่ที่ปราสาทวินด์เซอร์ (Windsor Castle) ครั้นปี ค.ศ. 1101 เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 1 (Henry I) ทรงเรียกระดมพลอัศวินเข้าประจำการในกองทัพหลวง และหนึ่งในอัศวินของเจ้าอธิการวัดอะบิงดอนไม่สามารถเข้ารับการระดมพลดัง กล่าวได้ ดังนั้น เจ้าอธิการวัดผู้นั้นมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าปรับแทนอัศวินที่เข้าประจำการไม่ ได้ เป็นต้น
ระยะเวลาที่อัศวินจะต้องปฏิบัติภารกิจให้กับเจ้าของตนลดลงเหลือปีละ 40 วัน โดยที่ทั้งกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงต่างก็ยอมรับเงินชดใช้ (scutage) แทนการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ในทางกลับกัน กษัตริย์และขุนนางชั้นสูงนั้นก็นำเงินที่ได้ไปจ้างอัศวินที่พร้อมทำการรบที่ หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นทหารรับจ้าง
ในช่วงศตวรรษที่ 12 – 13 การรับเงินชดเชยของกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงแทนการปฏิบัติหน้าที่ของอัศวิน แพร่กระจายจากอังกฤษและแคว้นนอร์มังดีไปสู่ฝรั่งเศสและส่วนอื่น ๆ ในยุโรป คือ ตอนใต้ของอิตาลี ซิซีลี และกรีก ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นอัศวินมักจะสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดเกราะ และอาวุธล้วนแล้วแต่ประณีตบรรจงและมีราคาแพงทั้งสิ้น ทายาทจำนวนมากในครอบครัวอัศวินต้องเลื่อนพิธีการเป็นอัศวินออกไปจนกว่าพวก เขาจะจัดหาสิ่งของดังกล่าวได้ดีกว่าที่มีอยู่ ขณะที่คนที่ไม่สามารถทำได้ก็จะไม่ได้เป็นอัศวินไปจนตลอดชีวิต จนกระทั่งศตวรรษที่ 13 อัศวินก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งขุนนางที่เป็นมรดกตกทอด ด้วยเหตุนี้อัศวินจึงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้รับสถานภาพทาง สังคมอีกต่อไป
บทบาททางการทหารของอัศวินในสมัยกลางตอนปลายเปลี่ยนไป เนื่องจากอาวุธและกลยุทธ์ในการรบของทหารราบเริ่มซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ธนูยาว (longbow) หอก และปืนใหญ่ ทำให้อัศวินบนหลังม้ามิได้เป็นผู้นำนักรบอีกต่อไป ด้วยเหตุที่ความสำคัญในการสนามรบของอัศวินลดลง อัศวินจึงหันไปหาการใช้ชีวิตพิธีการหรืองานเฉลิมฉลองที่หรูหรามากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าในสมัยกลางตอนปลายมีการเพิ่มขึ้นของการประลองยุทธ์ (tournament) อันน่าตื่นตาตื่นใจ และการตั้งอัศวินคณะใหม่ ๆ อย่างเช่น คณะการ์เตอร์ (the Order of the Garter) ทั้งนี้อาวุธ ชุดเกราะและธงของอัศวินที่พบเห็นได้ตามพิพิธภัณฑสถานหลาย ๆ แห่งในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มาจากสมัยกลางตอนปลายหรือไม่ก็ช่วงสมัยใหม่ตอนต้น

ออสการ์ เดอ ลา โฮยา

ออสการ์ เดอ ลา โฮยา (อังกฤษ: Oscar De La Hoya) เกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1971 ที่เมืองมอนเตเบลโล ในอีสต์ ลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย พื้นเพครอบครัวของเดอ ลา โฮยา เป็นชาวเม็กซิกันที่เข้ามาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยที่ผู้ชายในตระกูล ไม่ว่าจะเป็น พ่อ (โจเอล ซีเนียร์), ปู่ (บินเซนเต้), พี่ชาย (โจเอล จูเนียร์) ก็ล้วนแต่เป็นนักมวยมาก่อนทั้งนั้น เมื่อวัยเด็ก เดอ ลาโฮยา เป็นเด็กอ่อนแอ มักจะโดนพี่ชายและเด็กในละแวกบ้านแกล้งเสมอ ๆ
ออสการ์ เดอ ลา โฮยา มีชื่อเสียงขึ้นมาในการที่สามารถเป็นนักมวยเพียงคนเดียวในทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิคมาได้จากการเอาชนะ มาร์โก้ รูดอร์ฟ นักมวยชาวเยอรมัน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อปี ค.ศ. 1992
เดอ ลา โฮยา จึงได้ฉายาว่า "โกลเด้น บอย" (Golden Boy) หลังจากนั้น จึงได้เบนเข็มมาชกมวยอาชีพ เดอ ลา โฮยา มีจุดเด่นตรงที่สายตาดี มีความเร็วหมัดที่ไวมาก และประกอบด้วยเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี สามารถเรียกคนดูในกลุ่มที่ไม่ใช่แฟนมวยให้มาสนใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้สร้างชื่อเสียงให้ เดอ ลา โฮยา ในระยะเวลาไม่นาน โดยที่ เดอ ลาโฮยา จึงความหวังไว้ว่าจะเป็นแชมป์โลก 6 รุ่น คนแรกของโลกให้ได้
โปสเตอร์โปรโมทการชกกับชาเวซครั้งแรก ในชื่อศึก "The Ultimate Glory"
เดอ ลา โฮยา ได้แชมป์ครั้งแรก โดยได้แชมป์ในรุ่นจูเนีบร์ไลท์เวท ขององค์กรมวยโลก (WBO) ในปี ค.ศ. 1994 และเป็นแชมป์ในรุ่นไลท์เวท ของทั้งองค์กรมวยโลก (WBO) และสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) ในปี ค.ศ. 1995 จากนั้นในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) เดอ ลา โฮยา จึงมีโอกาสได้เปิดศึกกับยอดมวยในดวงใจเขา คือ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ ด้วยมีเดิมพันเป็นแชมป์โลกในรุ่นซูเปอร์ไลท์เวท สภามวยโลก (WBC) ซึ่ง เดอ ลา โฮยา สามารถเอาชนะแตกไปได้ยกที่ 4 และสามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นนี้ไว้ได้ 1 ครั้ง กับ มิเกล แองเจิล กอนซาเลซ ก่อนที่จะขยับรุ่นขึ้นไปท้าชิงกับ เพอร์เนล วิเทเกอร์ ยอดนักมวยชาวอเมริกันอีกคน ในรุ่นเวลเตอร์เวท ในปี ค.ศ. 1997 ซึ่ง เดอ ลา โฮยา ก็เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนไปได้ โดยที่ฝ่ายวิเทเกอร์ไม่ยอมรับผลในการตัดสิน
เดอ ลา โฮยา ป้องกันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นนี้ไว้ได้ 7 ครั้ง รวมถึงการเอาชนะฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ ไปได้อีกครั้ง ก่อนที่จะเดิมพันตำแหน่งแชมป์ในรุ่นนี้กับแชมป์รุ่นเดียวกันของสหพันธ์มวย นานาชาติ (IBF) กับยอดมวยชาวเปอร์โตริโก เฟลิกซ์ ทรินิแดด ในปี ค.ศ. 1999 ซึ่งผลการชกออกมา คือ เดอ ลาโฮยา แพ้คะแนนไปแบบไม่เป็นเอกฉันท์ และเป็นการแพ้ครั้งแรกในชีวิตการชกมวยอาชีพของ เดอ ลา โฮยา ด้วย
จากนั้น เดอ ลา โฮยา ได้อุ่นเครื่องนี้ในรุ่นนี้ต่อไปอีก 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะเปิดศึกกับคู่ปรับเก่าที่เดอ ลา โฮยา เคยแพ้มาแล้วในแบบมวยสากลสมัครเล่น กับ ซูการ์ เชน มอสลีย์ ซึ่ง เดอ ลา โฮยา ก็แพ้คะแนนมอสลีย์ไป
ขณะแพ้น็อก เบอร์นาร์ด ฮอปกิ้นส์ อย่างหมดรูปในยกที่ 9
ต่อมา เดอ ลา โฮยา ได้ขยับรุ่นขึ้นมาในรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท และได้แชมป์ในรุ่นนี้ โดยชนะคะแนน ฆาเวียร์ คัสติญเลโญ นักมวยชาวสเปน ก่อนที่จะพบกับคู่ปรับเก่าเชน มอสลีย์ ที่ขยับรุ่นตามขึ้นมา และมอสลีย์ก็สามารถย้ำแค้น เอาชนะคะแนนไปได้อีก จากนั้น เดอ ลา โฮยา ได้ขยับรุ่นต่อไปอีก เป็นรุ่นที่ 6 ที่ตั้งความหวังไว้ คือ มิดเดิลเวท ได้แชมป์ในรุ่นนี้ขององค์กรมวยโลก (WBO) โยชนะคะแนนเฟลิกซ์ สตรวม นักมวยชาวเยอรมันไปแบบไม่น่าประทับใจ เพราะเดอ ลา โฮยา ช้าลงมาก อีกทั้งน้ำหนักหมัดไม่สามารถทำอะไรคู่ชกได้เลย ก่อนที่จะเปิดศึกเดิมพันตำแหน่งแชมป์รุ่นนี้กับยอดมวยของรุ่นมิดเดิลเวท ชาวอเมริกัน เบอร์นาร์ด ฮอปกิ้นส์ ซึ่ง เดอ ลา โฮยา เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปในยกที่ 9 แบบหมดรูป เดอ ลา โฮยา จึงลดรุ่นกลับมาชกในรุ่นเดิม และสามารถคว้าแชมป์ของ WBC (สภามวยโลก) มาได้ด้วย
การเอาชนะน็อกริคาร์โด มาร์ยอก้า นักมวยชาวนิคารากัว ไปได้ในยกที่ 6 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 2006 และได้เสียตำแหน่งไปในการชกป้องกันครั้งแรกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ นักมวยรุ่นน้องเจ้าของตำแหน่งแชมป์ 4 รุ่นที่ก้าวขึ้นมาทาบรัศมี โดยแพ้คะแนนไปอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ ในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 และในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2008 เดอ ลา โฮยาได้ลดน้ำหนักเพื่อมาชกในพิกัดเวลเตอร์เวทอีกครั้งกับ แมนนี่ ปาเกียว นักมวยชาวฟิลิปปินส์ที่ กล่าวกันว่าเป็นนักมวยที่เก่งที่สุดในโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ซึ่งการชกครั้งนี้เป็นการชกนอกรอบที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และเป็น เดอ ลา โฮยา ที่จัดการชกเอง ปรากฏว่าเดอ ลา โฮยา เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปอย่างหมดรูปในยกที่ 8
ปัจจุบัน เดอ ลา โฮยา ประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2009[1] ที่ผ่านมานี้ โดยมีกิจการจัดการชกมวยเป็นของตนเอง คือ "โกลเด้น บอย โปรโมชั่น" (Golden Boy Promotion) โดย เดอ ลา โฮยา ทำหน้าที่เป็นโปรโมเตอร์เอง
หน้าปกอัลบั้ม
ช่วงสมัยรุ่งเรือง ออสการ์ เดอ ลา โฮยา นับได้ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของวงการมวยโลก กล้าชกกับยอดมวยโลกในรุ่นเดียวหรือใกล้เคียงกันทุกคน เป็นที่สนใจของทั้งแฟนมวยและไม่ใช่แฟนมวย ด้วยหน้าตา บุคลิกที่หล่อเหลาคล้ายดาราภาพยนตร์ ผิดกับภาพลักษณ์ของนักมวยทั่วไป จึงทำให้ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเพลงของตัวเอง 1 อัลบั้มในชื่อเดียวกับตัว ในปี ค.ศ. 2000 มีเพลงฮิต คือ Run to Me ซึ่งเป็นเพลงเก่าของบีจีส์มาร้องเป็นเพลงเอกในอัลบั้ม และอัลบั้มชุดนี้ยังมีชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในปีนั้นอีกด้วย
อนึ่ง ชื่อ ของ เดอ ลา โฮยา นั้น แท้ที่จริงแล้ว การออกเสียงที่ถูกนั้น ต้องออกว่า "เด ลา โฮยา" หรือ "เด ลา ฮอยยา" ซึ่งเป็นสำเนียงสเปน ซึ่งมีความหมายว่า "เพชร" โดยที่ เดอ ลา โฮยา มีนักมวยในดวงใจ 3 คน คือ ฮูลิโอ ซีซาร์ ชาเวซ, ชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ด, เทอร์รี่ นอร์ริส และเมื่อขึ้นเวทีถ้ามีโอกาส เดอ ลาโฮยา จะถือธงชาติ 2 ผืน คือ ธงชาติอเมริกา และธงชาติเม็กซิโก เพื่อบ่งบอกความเป็นคนของทั้งสองชาติ และเมื่อเผชิญหน้ากับคู่ชกเมื่อกรรมการอธิบายกติการก่อนชก จะไม่สบตาคู่ชก แต่จะแหงนหน้ามองเพดานตลอด

แฉชัดๆ จุดหรอยเนียนๆ Desert Camp

เชื่อว่าหลังจากที่อัพเดตแผนที่ Desert Camp ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายๆ คนคงจะได้เข้าไปสัมผัสแผนที่นี้กันบ้างแล้ว และน่าจะเป็นที่ถูกใจหลายๆ คน เพราะด้วยขนาดของแผนที่ที่เปิดโล่ง และมีเนินหินหลายๆ จุดที่ใช้เป็นเป็นจุดรุก และรับได้ แถมแผนที่นี้ยังมีขนาดเล็ก เรียกว่าเกิดปุ๊บก็เตรียมฉะกับฝ่ายตรงข้ามได้เลย เอาเป็นว่าสำหรับจุดปะทะหลักๆ นั้นผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เรามาดูจุดแอบเนียนของแผนที่นี้กันดีกว่า ขอบอกว่าเด็ด และช่วยดันเกมรุกให้ทีมได้อย่างดีทีเดียว

1. เนินหินข้างจุดเกิดทีมน้ำเงิน

     จุดนี้เรียกว่าเป็นจุดที่เหมาะกับทีมน้ำเงินที่สุด เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่อยู่ในบริเวณจุดเกิดของทีมน้ำเงินเลย โดยเนินที่อยู่ด้านซ้ายมือนั้น จะสามารถเดินขึ้นไปได้ โดยจุดนี้หากหาจุดแอบนั่งดีๆ ศัตรูแทบจะไม่เห็นเราเลย ที่สำคัญมุมมองจากจุดนี้เราจะเห็นพื้นที่บริเวณที่เป็นเส้นทางบุกของสีแดง ได้แทบทุกทาง เริ่มแรกเลยคือ ตำแหน่งทางขึ้นเนินสูงที่อยู่ฝั่งทีมแดง (ซ้ายมือของทีมน้ำเงิน) รวมไปถึงทางเดินที่เป็นช่องแคบด้านขวามือก็เห็นได้ชัดเจน
     สำหรับจุดนี้เหล่าสิงห์สไนเปอร์จอมซุ่มน่าจะเป็นที่ถูกใจเพราะเป็น จุดที่สามารถดักเก็บ Kill ได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้ามาอยู่กัน 2 คน โดยคนหนึ่งดักยิงเนินของทางซ้าย และอีกคนดักยิงทางแคบด้านขวา เรียกว่าเป็นสองประสานที่ตัดกำลังทีมแดงได้สบาย

2. เนินสูงข้างฐานเกิดทีมแดง และน้ำเงิน

     บริเวณจุดเกิดของแต่ละทีม เมื่อหันหน้ามายังฝั่งตรงข้าม ด้านขวามือจะมีทางเดินขึ้นไปยังเนินสูง ซึ่งบริเวณบนเนินนี้จะมีแท่นหินใหญ่วางเป็นจุดๆ ซึ่งใช้เป็นที่กำบัง ดักซุ่มยิงได้เป็นอย่างดี สำหรับตำแหน่งนี้จะคล้ายๆ กันทั้งฝั่งทีมน้ำเงิน และทีมแดง จะแตกต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่ ตำแหน่งแท่นหิน อาจจะมีการสลับจุดบ้าง แต่โดยรวมแล้วประโยชน์ของทั้ง 2 ฝั่งจะไม่แตกต่างกันมาก
     ข้อดีของจุดนี้จะอยู่ที่สามารถมองเห็นทำเลด้านล่าง แทบทั้งหมด ตั้งแต่โซนกลางแผนที่, เนินสูงฝั่งตรงข้าม และบริเวณจุดเกิดของอีกฝ่าย เชื่อว่าจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่น่าจะมีขาหลอกมาใช้บริการเยอะพอดูเลยทีเดียว โดยเฉพาะเหล่าสิงห์ซุ่มจอมหรอย Kill ทั้งหลาย

3. เนินยาวฐานเกิดทีมแดง

     เป็นอีกจุดหนึ่งที่แนะนำสำหรับทีมแดงไว้ใช้ในจังหวะที่โดนศัตรูที่ อยู่บนเนินสูงของฝั่งน้ำเงินมาแอบยิงเก็บ Kill พูดง่ายๆ ว่าเป็นสถานการณ์ที่เรากำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเมื่อเริ่มเกิดมา ไม่ต้องมองหาที่แอบไกล วิ่งหลบเนินหินข้างจุดเกิดนี้ให้ไว โดยจุดนี้คุณสามารถใช้เป็นที่กำบัง และดักยิงสวนกลับเป้าหมายที่อยู่บนเนินสูงของทีมน้ำเงินได้เป็นอย่างดี
     สำหรับข้อดีอีกอย่างของเนินหินยาวบริเวณฐานเกิดทีมแดงยังมีอีกอย่าง ก็คือ หากโดนอีกฝ่ายกดดันอย่างหนัก ลองเดินถอยมาอยู่เนินหินด้านหลังของทีมแดง และเดินไต่ขึ้นไป รับรองว่าคุณจะได้จุดที่ใช้เป็นป้อมปราการไว้ต้านศัตรูที่บุกมาได้เป็นอย่าง ดี

สรุปความน่าสนใจ

     เป็นแผนที่ที่มีขนาดเล็กมากๆ ถ้าจะให้เทียบก็คงจะใกล้เคียงกับแผนที่ M-Station เลยทีเดียว ที่สำคัญด้วยพื้นที่ที่เป็นแบบเปิดกว้าง เชื่อว่าสงครามระเบิดลอยฟ้าข้ามทวีปกันสนั่นแน่นอน เพราะจากที่ได้ลองใช้ระเบิดปาจากจุดเกิดของทีมน้ำเงิน ไปยังอีกฝั่ง ปรากฏว่าระเบิดนั้นลอยไปถึงจุดเกิดของทีมแดงเลยทีเดียว (วิ่งแล้วกระโดดปา) ดังนั้นเป็นอีกหนึ่งแผนที่ที่เผลอไม่ได้แม้วินาที เพราะนอกจากคุณต้องงัดกลยุทธ์เพื่อสยบอีกฝ่าย ที่สำคัญเพราะมีเนินหินหลายจุดที่ใช้เป็นจุดซุ่มได้มากมาย จึงต้องระมัดระวังตัวอาศัยสายตา และการตื่นตัวตลอดเวลา
     ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งแผนที่ที่เหมาะน่าจะเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คนแน่นอน สำหรับจุดที่นำมาแนะนำในฉบับนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ขอบอกว่าจากที่ได้ลองยังมีจุดหรอยแสบๆ อีกเยอะเลย เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสจะนำมาเสนอให้เพื่อนๆ ชมกันอีก ฉบับนี้ต้องลาไปก่อน บะบาย
by LaFezTer

อภิเดช ศิษย์หิรัญ

อภิเดช ศิษย์หิรัญ หรือนายณรงค์ ทรงมณี เป็นนักมวยไทยคนเดียวที่มีลูกเตะเป็นอาวุธสำคัญสามารถชงเท้าเข้าก้านคอคู่ ต่อสู้แล้วไล่ลงมาถึงขาพับ 3 จังหวะด้วยความรวดเร็ว จนได้รับฉายา " จอมเตะแห่งบางนกแขวก " เป็นบุตรของนายพยอม ญาณประทีป (พ่อเลี้ยง) กับนางเสงี่ยม ทรงมณี (แม่จริง) มีอาชีพทำสวนมะพร้าว อภิเดชเกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2484 ที่ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที เหนือวัดเจริญสุขารามขึ้นไปเล็กน้อย
อภิเดช ศิษย์หิรัญ
อภิเดช

วัยเด็ก

ชีวิตในวัยเด็กเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่ค่อยเก่งแต่มีความสามารถเล่นกีฬา ได้ดีแทบทุกชนิดโดยเฉพาะ ฟุตบอล ตะกร้อ กระโดดสูง ค้ำถ่อ และวิ่งจนเป็นนักกีฬาคนเก่งของเรียนวัดเจริญสุขารามวรวิหาร ไปแข่งที่ไหนจะต้องคว้าชัยชนะมาอวดทางบ้าน และเพื่อนนักเรียนเสมอไม่ชอบเที่ยวเตร่เหมือนวัยรุ่นคนอื่น
เมื่อ ศึกษาระดับประถมศึกษาขณะศึกษาระดับมัธยมศึกษาอยู่ที่โรงเรียน"เมธีชุณหะวัณ วิทยาลัย" ในชั้น ม. 2 ได้พบกับครูพละคนแรกของเขาคือ ครูสุพร วงศาโรจน์ ซึ่งมองเห็นหน่วยก้านเข้าทีดีจึงเริ่มสอนวิชากระบี่กระบอง พลอง และไม้สั้นให้ ต่อมาก็สอนแม่ไม้มวยไทยให้เมื่อเห็นว่าเป็นผู้มีความสนใจ

ขึ้นชกมวยไทย

อภิเดชซ้อมมวยอยู่เสมอ 3-4 เดือนต่อมา ก็ไปเปรียบมวยครั้งแรกที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นมวยประกอบรายการ และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ หลังจากนั้นไม่ว่าจะมีงานวัด หรืองานวิก อภิเดชจะต้องขึ้นเวทีด้วยทุกครั้งจนวันหนึ่งที่จังหวัดราชบุรี นายเกษม เอี่ยมภิญโญผู้จัดรายการมวยกรุงเทพฯมาพบเข้าชอบใจในลีลาการต่อสู้จึงชวนไปชก มวยที่กรุงเทพฯโดยใช้ชื่อว่า "อภิเดช ลูกพรชัย "

เข้ากรุง

เมื่อขึ้นชกในกรุงเทพฯ ได้รับชัยชนะตลอดมาอภิเดชแพ้ครั้งแรกเมื่อชกกับ " โกมารเดช "โดยแพ้น็อค ในยกที่สองเพราะต่างคนต่างสับศอกเข้าใส่กันท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดัง กระหึ่มทั้งสนาม ผลปรากฏว่า โกมารเดชกระเด็นตัวลอยไปติดเชือก ส่วนอภิเดชโดนเข้าแสกคาง กระเด็นหัวน๊อคพื้น และแพ้น๊อคอีกครั้งให้สินชัย แต่สามารถล้มสินชัยได้อย่างสอนมวยในเวลาต่อมา
อภิเดชเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "อภิเดช ศิษย์หิรัญ"เมื่อ ครูสุพร วงศาโรจน์ พาไปฝากเป็นศิษย์ที่ค่ายมวย "ศิษย์หิรัญ" ของครูเกษม และ คุณองุ่น เอี่ยมภิญโญ ระยะนั้นชื่อ "อภิเดช" เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ พ.ศ. 2502 - 2506 เป็นช่วงที่อภิเดชโด่งดังในเชิงมวยไทย ชกชนะคู่ชกชั้นดีหลายคน เช่น บุกเดี่ยว ยนตรกิจ แดนชัย ยนตรกิจ เขียวหวาน ยนตรกิจ ราวี เดชาชัย เดชฤทธิ์ อิทธิอนุชิต ได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นเวลเตอร์เวททั้งเวทีลุมพินีและเวทีราชดำเนิน

ชกมวยสากล

หลังจากนั้น อภิเดช ศิษย์หิรัญได้หันไปชกมวยสากลในรุ่นเวลเตอร์เวท ชิงแชมป์มวยสากลทั้งเวทีราชดำเนินและลุมพินีเป็นผลสำเร็จทั้ง 2เวที และได้ขึ้นชกกับนักมวยต่างชาติ เอลิลิโอ อรันดาได้รับชัยชนะในยกแรกเป็นแชมป์ภาคตะวันออกอภิเดชขึ้นชกกับนักมวยสากล ระดับรองแชมป์โลก เพื่อลุ้นเข้าอันดับโลกแต่ไม่สำเร็จ พ.ศ. 2508 แพ้คะแนน ฟอร์ตูนาโต้ มันกา (อิตาลี) จากนั้นขึ้นชกป้องแชมป์ OPBF ชนะคะแนน คูโบ อูร่า จึงได้เข้าอันดับโลกเป็นรองแชมป์โลกอันดับ 10 ของสมาคมมวยโลก แต่หลุดจากอันดับเมื่อแพ้คะแนน วาเลอริโอ นูเนซ (อาร์เจนตินา) เมื่อ พ.ศ. 2509

ยุคร่วงโรย

อภิเดชเริ่มตกอับเมื่อชกมวยไทยแพ้น็อค แดนชัย เพลินจิต ยก 2 เมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2509 โดยอภิเดชถูกแดนชัยเตะตัดขาจนยอมแพ้ไป ผลจากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้อภิเดชถูกปลดจากตำแหน่งแชมป์มวยไทยและถูกกล่าวหาว่าล้มมวยด้วย ต่อมาต้นปี พ.ศง 2510 อภิเดชก็ไปเสียแชมป์ OPBF ที่ญี่ปุ่น
อภิเดชกลับมาสู้ต่อในแบบมวยไทย โดยคว้าแชมป์มวยไทยรุ่นเวลเตอร์เวทของเวทีลุมพินีมาครอง จากนั้นข้ามไปชิงแชมป์เวทีราชดำเนินกับเดชฤทธิ์ อิทธิอนุชิต ปรากฏว่าถูกศอกแพ้แตกในยกที่ 2 ชิงแชมป์ไม่สำเร็จและถูกปลดจากแชมป์เวทีลุมพินีอีกด้วย จากนั้นอภิเดชกลับมาชกมวยสากลอีก ขึ้นชกนอกรอบกับ กิม กีซู แชมป์โลกรุ่นจูเนียร์มิดเดิลเวทชาวเกาหลีใต้ แต่อภิเดชเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไปอีก
ในช่วง พ.ศ. 2511 - 2512 อภิเดชหันกลับมาชกมวยไทยอีก ชนะนักมวยชื่อดังจนมีชื่อเสียงอีกครั้ง จนแพ้น็อค คงเดช ลูกบางปลาสร้อย เมื่อ พ.ศ. 2512 จึงพบกับความตกต่ำอีกครั้ง จนแขวนนวมไปเมื่อ พ.ศ. 2514 อภิเดช หายไปจากวงการมวยอยู่หลายปี และกลับมาชกอีกเมื่อ พ.ศ. 2518 แต่ไม่รุ่งเรืองเหมือนเดิม ชกแพ้มากกว่าชนะ กระทั่งขึ้นชกครั้งสุดท้ายเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2520 แพ้คะแนน เซียนโหงว ศิษย์บางพระจันทร์ อภิเดชจึงแขวนนวมไป ไม่ได้ขึ้นชกมวยอีกเลย
หลังแขวนนวม อภิเดชไปประกอบอาชีพค้าขายมะพร้าว กับภรรยาและลูกอีก 3 คนอยู่ที่ห้วยขวาง ปัจจุบันเขามีอายุ 64 ปีและหวนกลับมาสู่วงการมวยด้วยการเป็นเทรนเนอร์ให้กับนักมวย คณะ " แฟร์เท็กซ์ " ต่อมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2548 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับจังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดพิธี ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติ และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับ" อภิเดช ศิษย์หิรัญ" เนื่องจากเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ และสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด เพื่อเป็นการยกย่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้ไปศึกษาเป็นแบบอย่าง เพราะ อภิเดช ศิษย์หิรัญ ได้สร้างชื่อเสียงด้านกีฬาให้กับจังหวัดสมุทรสงครามและประเทศไทยเป็นที่ รู้จักของชาวต่างชาติเป็นระยะเวลาถึง 11 ปี (พ.ศ. 2503-2514 ) จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน อภิเดชยังทำคุณประโยชน์ให้กับมวยไทย โดนเป็นนายกชมรมนักมวยไทยเก่า หาเงินช่วยนักมวยไทยเก่าอย่างต่อเนื่อง

เกียรติประวัติ

  • แชมป์มวยไทยรุ่นเวลเตอร์เวททั้งเวทีลุมพินีและเวทีราชดำเนิน
  • แชมป์ประเทศไทยรุ่นเวลเตอร์เวท
    • ชิง 21 พฤษภาคม 2507 ชนะน็อค ศรีสวัสดิ์ ศิษย์ ส.พ. ยก 10
    • ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 30 มิถุนายน 2507 ชนะน็อค อดิศักดิ์ อิทธิอนุชิต ยก 2
    • สละแชมป์
  • แชมป์ OPBF รุ่นเวลเตอร์เวท
    • ชิง 7 มกราคม 2508 ชนะน็อค อีลิซิโอ อรันดา (ฟิลิปปินส์) ยก 1 ที่เวทีราชดำเนิน
    • ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 3 ธันวาคม 2508 ชนะคะแนน คูโบ อูรา (ญี่ปุ่น) ที่ ญี่ปุ่น
    • เสียแชมป์ 8 มกราคม 2510 แพ้น็อค มูซาชิ นาคาโน (ญี่ปุ่น) ยก 8 ที่ โตเกียว ญี่ปุ่น

ยุทธการพรางตัว ซุ่มเนียน เซียนสังหาร

ในสมรภูมิรบสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำศึกก็คือ การเอาตัวรอด และสังหารฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด ซึ่งหนึ่งในยุทธวิธีนั้นก็คือการพรางตัวนั่นเอง ใช่แล้วครับ การพรางตัวไปกับสภาพแวดล้อมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นของสนามรบ ดังนั้นในวันนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปศึกษาเทคนิคนี้กัน

การพรางตัว

     บอกตรงๆ เลยว่า ลักษณะของเกม PB นั้นไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการพรางตัวมากนัก เหตุเพราะเกม PB เป็น การทำศึกในสนามรบที่หลากหลาย และแผนที่ที่ผู้เล่นนิยมเล่นกันส่วนใหญ่ไม่กว้าง ประกอบกับการดำเนินเกมที่รวดเร็ว ทำให้การพรางตัวไม่ได้ถูกนำมาใช้กับเกมนี้บ่อยนัก แต่ใช่ว่าจะใช้ไม่ได้เลย โดยในก่อนอื่น เราลองมาดูกันว่าเราจะพรางตัวกันยังไง

CT-Force

     หน่วยรบของฝ่ายทหารรัฐบาลนั้นจะเป็นชุดของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เป็นโทนสีนํ้าเงิน ไม่ใช่สีดำ มันอาจถูกมองว่าการพรางตัวอาจทำได้ยากเสียหน่อย แต่ก็ใช่ว่าทำไม่ได้ เพราะแผนที่ในเกมกว่าครึ่งนั้นจะเป็นในเมือง และหน่วยรบนี้จะสามารถเนียนไปกับฉากในที่มืดๆ ได้ เช่น ตามเงาใต้อาคารหรือฉากที่มีสีใกล้เคียงกัน

Free Rebels

     ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ชุดถูกออกแบบมาสำหรับสถานที่นอกเมือง หรือที่รกร้างอย่าง Desert Camp อย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะชุดออกโทนสีนํ้าตาล ทำให้หน่วยรบนี้เนียนไปกับแผนที่ และฉากบางฉาก อย่างในรถเข็นในแผนที่กีรัน ซึ่งสามารถอยู่ได้เนียนจนอีกฝ่ายอาจมองไม่ออกก็ได้

การพรางตัวของตัวละครหญิง

เทียบให้ดูเลย
     สำหรับตัวละครหญิงนั้นหากใครคิดว่าไม่สามารถพรางตัวได้ละก็คิดผิด คิดใหม่ได้ เพราะหลายคนอาจมองว่า พวกเธอโชว์สะดือทำให้ทั้งสีเนื้อและสีชุดมันไม่เข้ากัน แต่ที่แท้จริงแล้วผิด เพราะร่างกายของพวกเธอที่ผอมเรียวบางเนี่ยแหละ ที่ทำให้เนียนไปกับฉากได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ต้องรู้จุดด้วย เช่น ข้างๆ เสา หรือ ใต้เงาไม้ เป็นต้น

ระยะทางก็มีผล

     ในระยะไกลนั้น ยิ่งไกลมาก ก็ยิ่งมองยาก เพราะว่าฉากต่างๆ มันจะกลมกลืนไปกับชุด แน่นอนว่ามันอยู่ที่ว่าคุณเลือกฝ่ายและด่านถูกไหม เช่น ถ้าจะเอาเรดร็อก แต่ดันเล่นทีมนํ้าเงิน ซึ่งอีกฝ่ายก็ต้องมองเห็นอยู่ดี ดังนั้น ระยะทางจึงเป็นอีกกลไกสำคัญต่อการมองเห็นของอีกฝ่าย
หาเจอไหมอิอิ

วิธีการพรางตัวให้เนียน

     หลักในการพรางตัวเพื่อหลอกล่ออีกฝ่ายนั้นไม่ยาก แต่ต้องรู้หลัก เพราะถ้าคุณรู้หลักมันแล้ว คุณจะสามารถเอาข้อนี้มาเป็นปัจจัยที่ทำให้ทีมตนเองได้เปรียบในทันที

รู้จุดที่ต้องพรางตัว

     คุณต้องรู้ได้ว่าด่านไหนเหมาะที่จะพรางตัว และมีมุมไหนบ้างที่เราพรางตัวได้ แม้ว่าการพรางตัวส่วนใหญ่จะเน้นที่สไนเปอร์ แต่ถ้าคุณรู้หลัก แอบเนียนเงียบๆ รอให้อีกฝ่ายเดินผ่านตัวคุณไป แล้วเดินไปตุ๋ยต่อก็ได้

หน้ากาก

     หน้ากากส่งผลได้ทั้งดีและเสีย ซึ่งหน้ากากบางชิ้นถือว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการพรางตัวได้ดี แต่บางชิ้นกลับเป็นจุดดึงดูดศัตรูได้ง่าย เช่นหน้ากากเป้า หรือหน้ากากสีชมพู ที่ทำให้สีเด่นสะดุดตาอย่างชัดเจน ดังนั้นเลือกอันที่พรางตัวไปกับชุดให้มากที่สุด

อาวุธปืน

     ถ้าจะเน้นพรางตัวจริงๆ แต่อย่างน้อยๆ หากถืออาวุธที่สีใกล้เคียงกับตัวละคร ก็ทำให้อีกฝ่ายดูไม่ออกว่าคุณกำลังถืออาวุธอะไรอยู่ เช่น ถ้าคุณเล่นทีมนํ้าเงิน ก็หาปืนมีสีทึบๆ มืดๆ มาใส่ เป็นต้น
     มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สำหรับในเกมที่เน้นความไวอย่าง PB แต่อย่างไรก็ตาม การพรางตัวก็เป็นอีกหนึ่งยุทธวิธีในการรบ ดังนั้นหากคุณรู้วิธีใช้มัน ไม่แน่ อาจทำให้คุณได้เปรียบขึ้นมาทันตาเห็นก็ได้นะคร้าบ
By ป่านคุง

อัพเกรดยศให้พุ่งกระฉูด

เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นตอนที่เกมเพิ่งเริ่มเปิด จนมาถึงตอนนี้ หนึ่งในคำถามที่มีคนถามมามากก็คือ ทำยังไงที่จะทำให้ยศเราขึ้นไวๆ (แน่นอน ปืนระดับเทพหรือ ปืนทองที่จำกัดยศใครๆ ก็อยากได้) แต่สำหรับยศของเกม Point Blank เองก็ใช่ว่าจะเก็บได้ง่ายๆ แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ในบทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปชมวิธีที่จะสามารถช่วยทำให้ปั๊มยศได้ไวมากขึ้นครับ

กิจกรรมในเกม

     เกม Point Blank จัดได้ว่ามีกิจกรรมให้เราเล่นกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นตามงานเทศกาลหรือด่านใหม่อย่างเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า หลังจากที่มีการอัพเดตแผนที่ใหม่ซึ่งก็คือ Kick Point ก็มีกิจกรรมเพิ่ม EXP เมื่อมาเล่นแผนที่นี้ (จะเรียกว่าเป็นธรรมเนียมของแผนที่มาใหม่ก็ว่าได้นะ และรวมไปถึงกิจกรรมบวก EXP ชดเชยให้กรณีที่เซิร์ฟเวอร์มีปัญหา โดยจะมีกิจกรรมให้ตลอด สิ่งที่เพื่อนๆ จะต้องทำก็คือ ลองตามข่าวกันให้ดีๆ ครับว่าจะมีช่วงไหนบ้างที่ทีมงานจะจัดกิจกรรมให้บ้าง และร่วมกิจกรรมบ่อยๆ เท่านั้นเองครับ

บัตรภารกิจ

     นอกจากยศ และเงินที่ต้องการในการซื้ออาวุธชั้นสูงแล้วนั้น ฉายาเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสามารถปลดล็อกซื้ออาวุธได้ โดยบัตรภารกิจนั้นก็จะมีทั้งที่ซื้อและมาในโอกาสพิเศษ แต่ละอย่างก็จะมอบ EXP ให้ต่างกัน อย่าง ภารกิจตีฝ่า สนับสนุน หรือแทรกซึม จะให้ EXP 2,050 และบัตรภารกิจจู่โจมพิเศษก็จะให้ EXP 2,130 ส่วนบัตรภารกิจพิเศษนั้นก็จะให้ EXP แตกต่างกันออกไปครับ

ไอเทมมอลล์

     วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การเติมเงินซื้อไอเทมเพื่อปั๊ม EXP ได้ไว และแหล่มที่สุด โดยหลักๆ แล้วของที่จะปั๊ม EXP ให้ (ไม่รวมเงิน Point) นั้น จะมีของทั้งหมด 3 อย่าง ได้แก่

EXP Up

     ไอเทมบวก EXP นั้นจะมีสองอย่าง นั่นก็คือ Double Up ที่จะบวกให้ 130% และทีเด็ดก็คือ EXP +200% โดยจะเป็นการแบ่งช่วงเวลา โดยคุณต้องเลือกช่วงเวลาที่คุณจะเล่นบ่อยที่สุด ได้แก่ 6.00-12.00 , 12.00-15.00 , 12.00-18.00, 15.00-18.00, 18.00-21.00, 21.00-24.00, 24.00-6.00 และ 24 ชั่วโมงครับ แต่ละใบราคาจะแตกต่างกัน ดังนั้นนอกจากจะต้องเลือกหาซื้อมาใช้ให้ตรงกับช่วงเวลาที่เรามีเวลาเล่นแล้ว ควรเลือกอันที่เหมาะกับน้ำหนักกระเป๋าเงินเราที่สุดเพื่อประหยัดเงินด้วยนะ ครับ

ตัวละคร

     ตัวละครพิเศษของ Free Rebels หรือก็คือทีมแดง ดีฟอกซ์ และเจ้าหน้าที่หน่วย CT-Force ทีมนํ้าเงิน ลีโอพาร์ต ตัวละครหนุ่มสองคนนี้จะบวกค่า EXP ให้ 20% ครับ แต่ต้องจำไว้ว่าถ้าซื้อแค่คนเดียว ก็จะได้ EXP แค่เล่นฝ่ายเดียว ดังนั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าเราจะได้เล่นในฝ่ายที่เรามีตัวละครพิเศษนั้นอยู่ เสมอไป แนะนำว่าถ้าอยากเอาชัวร์ก็หามาใช้ทั้ง 2 ตัว จะได้มีเล่นทั้งสองฝั่งนะครับ

ปืนพิเศษ

     รายชื่อปืนต่อไปนี้ผมได้รวบรวมไว้ให้หมดแล้วนะครับว่าปืนกระบอกไหน บ้างที่จะได้รับ EXP และ Point เพิ่ม และกระบอกละเท่าไหร่ ซึ่งปืนเหล่านี้จะบวก EXP เสริมเข้าไปให้แบบอัตโนมัติหลังจากที่เล่นจนจบเกมนั้นๆ เลยครับ จะมีกระบอกไหนบ้างมาชมกันเลยครับ
     สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณต้องการบวก EXP เต็มพิกัดละก็ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมีคือ 1. ตัวละคร, 2. ปืนพิเศษ, 3. บัตร EXP และ 4. ทำภารกิจ และร่วมกิจกรรม EXP & Point + ของที่ทีมงานจัดเอามาให้ รับรองว่า EXP ของคุณกระฉูดปรู๊ดปร๊าดแน่นอนครับ (ง่ายๆ ก็คือด่านใหม่เนี่ยแหละ มีกิจกรรมบวกแน่ๆ) เอาละไปก่อนนะครับ เจอกันฉบับหน้าเน้อ
By ป่านคุง